ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งฟังเพลง
freak
ของ
Estelle
อย่างเมามัน
ข้าพเจ้าก้นั่งสลับเลพงในวินแอมพ์มาเจอเพลงของ
destiny’s
child สมัยไม่ฟ้องร้องกับเพลง
no
no no ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า
เพลง R
and B สมัยนั้น
จนมาถึงสมัยนี้ได้มีการข้ามสายพันธมาไกลมากแล้วมากอีกอย่างหน้ามือหลังเท้า
แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ
คงต้องเลิกล้มคำถามว่า
hiphop
กับ R
And Bแยกกันยังไง
มันถูกเขย่ารวมกันก็อีช่วงหลังๆนี่ละพ่อเอ๊ยแม่เอ๊ย
ถ้าไม่นับเพลงประเภทแรพโลกแตกแบบ
Eminem
นี่
ที่เหลือก็เป็นเพลงลูกครึ่งลูกเสี้ยวทั้งนั้น
คนแรพเชิญคนมาร้อง คนร้องเชิญคนมาแรพ
แต่ในช่วง
10
ปีที่ผ่านมา
ดนตรีคนดำ
(เรียกรวมแล้วกันง่ายดี)กHมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน
โดยข้าพเจ้าแบ่งออกเป็นช่วงๆดังนี้
Ready
to change 2000-2002
หลังจากชื่นชมยินดีที่โลกไม่แตกในปี
2000
โลกดนตรีก็เตรียมไปสู่สหัสวรรษใหม่
แต่ตัวดนตรีคนดำนั้นเอาเข้าจริง
ยังไม่ได้ไปไกลมากเลยกระแสหลักๆที่วนเวียนอยุ่บนชารต์ยังเป็นนักร้องที่เรียกได้ว่ามีภาพความเป็นอาร์แอ่นบี
หรืออาร์แอนด์บีป๊อปชัดเจน
เช่น destiny’s
child
กับเพลงที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ทำให้โลกหันมาสนใจวงนี้เป็นจริงเป็นจังกับเพลง
say
my name และมีกระแสต่อไปกับ
jumpin
jumpin หรือindependent
woman
Janet
Jackson ที่มากับ
กับ all
for you ที่เป็นอะไรที่เดิมๆมากๆ
แต่ก็เป็นอะไรที่เจเน็ทททททททเจเน็ทและไม่มีใครทำได้
Toni
กับเพลง
he
wans’ man enough ที่ได้
ที่ 2
ชารต์หลักไปอย่างน่าเสียดาย
(
คือแอบุล้นอยู่
จำได้ )
Usher
กับ u
remind me หรือการเกิดของดาวดวงใหม่
Alicia
keys กับ
fallen
ป้า
mary
j bilge ที่ล้างสภาพสาวร้องเพลงช้ำรัก
มาร้องเลพงกะฉึ่กกะฉึก
ยังกะออ้ยใจแดนอีสาน กับ
family
affair
ทางด้านฝั่งอังกฤษต้องยอมรับว่าเพลงคนดำนี่แทบจะนับหัวกันได้เลยในช่วง
2000-2002
ไล่มา
ที่ยังพอเอาเป็นที่ตั้งได้ก็คือป้า
Gabriel
กับเพลง
rise
ในปี
2001
และ
craig
david กับเพลง
7
days ในช่วงท้ายปี(
แต่เลิกจดจำชื่อ
ตานี่ไปได้เลย หลัง ๆ
ทำเลพงได้อเมริเกินมาก
โหลลากมาก )
ในช่วงปี
2001-2002
ชาวยูเคก็ได้มีวงบอยแบนด์กลิ่นดำลูกผสมในนาม
blue
ที่ทำให้วงการ
ดนตรีอังกฤษมีอะไรที่เป็นเกียรติเป็นศรีบ้างกับเพลง
all
rise แต่ที่แตะที่
1
คือเพลง
too
close ที่เขาของnext
มาทำใหม่
ในปี 2001
และ
if
you come back และกับงานคัฟเวอร์
sorry
seem ปลายปี
2002
ก็เรียกได้ว่าตัวรูปแบบดนตรีทั้งสองฝั่งยังไม่มีอะไรที่พลิกและพิศดารมากเท่าไรในช่วงนี้
รวมกันเราเกิด
2002-2006
ถ้าสังเกตให้ดี
หลังจากเกิดปรากฎการณ์เพลง
smooth
ที่ลุง
Santana
จับพ่อ
นักร้องนำวง matchbox
มาร้องนั้น
ก็เริ่มเห็นกระแสการรวมดาว
(เรียกได้เก่ามาก
)
มาเรื่อยๆ
ในช่วงต้อน 2001-2003เช่น
It
Wasn't Me ของ
แชกกี้
หรือ
lady
marmalade ดนตรีในช่วงราว
2003-2006
เรียกได้ว่าจงใจใช้การ
เฟธ หรือ รวมดาว เยอะมากๆ
จนเริ่มกลายเข้าสู่ความซ้ำซากในระยะหลัง
ไม่ว่าจะเพื่อการค้า
ความหลากหลาย แปลกใหม่
หรือยังไงก็แล้วแต่
เช่น
พลง always
on time ของ
jarule
ที่
ทำไห้กลายเป็นช่วงขาขึ้นของ
jarule
และ
murder
inc และแจ้งเกิดสาว
ashantiแบบแบ็ดเสร็จ
ซึ่ง murdur
inc ช่วงนี้ก้ได้หน้าที่ทำเพลง
remix
version ให้กับเจโล
อัลบั้มสอง จนขึ้นชารจแล้วชารตอีก
ทั้ง ain’t
it funny และ
I’m
real
หรือแม้กระทั่งเพลงเดียวของ
Kelly
จาก
destiny’s
child ที่ไม่ใช่ของตัวเองเต็ม
แต่ไปช่วยชาวบ้านร้องกับ
Dilemma
กระแสการทำเพลงร่วมแรงไม่แรง
คิดเอาว่า
ขนาด
beyonce
กับการโซโล่อัลบั้มครั้งแรก
บียอนเซ่ที่ว่าแน่ๆ
ยังต้องพ่วงคู่มือมาด้วยสองเพลงติด
เพื่อความทันสมัย (
crazy in lovce +jay z และ
babyboy
+ sean paul)
ต้องเรียกได้ว่าช่วงนี้ถึงปี
2006
ต้องเรียกได้ว่ามีน้อยถึงน้อยมากที่จะเป็นศิลปินเดี่ยวๆขึ้นมาบนทอปชารตจิรงๆ
ด้านฝั่ง
uk
ถ้าไม่นับ
eanmon
and frakie ( กับเพลง
fuck
u และ
fuck
u right back ที่ร้องโต้กันไปมา
)
ในปลายปี
2004
ก็ไม่มีโอทอปของชาว
uk
อย่างแท้จริงสักเท่าไร
แต่ช่วงนี้ก็มีศิลปินที่ยังทำอารแอนด์บีไนรูปแบบอารแอนด์บีแท้ๆ
ที่ยังคงยืนหยัดและมีผลงานโดดเด่นบ้าง
เช่น usher
outkast หรือ
big
comeback ของ
Mariah
carey กับ
we
belong together ที่แช่เพลงไว้ในชารต์ได้ยาวนาน
2006-2008
ดาวค้างฟ้าและความซ้ำซาก
จากการวิ่งวนบนชารต์
ที่ต้องยอมรับว่า
ในช่วงนี้ดนตรีผิวดำคือกระแสหลักของอเมริกา
(ที่นอกเหนือไปจากคันทรี่
รอค และ ป๊อปแบบดิสนีย์)
ในช่วงนี้ต้องเรียนว่าเป็นช่วงที่เรียกว่า
ใครมือยาวสาวได้สาวเอามาก
กล่าวคือโปรดิวซ์ หรือมือแรพ
นักร้องคนไหนกำลังมีกระแสก็ถูกใช้งานจนหน้าช้ำหรือคนที่ตามชารต์ต้องเบื่ออ้วกกันไปข้างหนึ่ง
คนที่ต้องเรียกได้ว่า
หน้าช้ำที่สุดในช่วงนี้ก็คือ
timbaland
โปรดิวซ์เซอร์ฮิพฮฮพ
อาร์แอ่นบี ที่เติบโตมาเคียงข้างกับมิซซี่เอลเลียต
ที่อยู่ดีๆ ก็ดังขึ้นกระแสบน
ด้วยการทำเพลงให้กับ Justin
timberlake ทั้ง
sexy
back และ
my
love รวมไปถึงวีรกรรมการจับลงตะกร้าล้างน้ำ
nelly
furtado จากสาวดนตรี
world
music สู่วงการน้ำเปียกร่องอก
และขายความเซ็กซี่
รวมไปจนถึงอัลบั้มเดี่ยวของทิมบาที่พาพี่น้องมาร่วมลงมือก็กินกระแสมาจนถึงขนาดป้ามาดอนน่ายังชวนมาลงมือยำป้ามาดอนน่าเองกับอัลบั้มล่าสุด
แต่โชคร้ายที่กว่าป้าจะเอามาลงขันทำงาน
กระแสและความซ้ำซากของทิมบาแลนด์ทำให้แฟนประจำป้ามาดอนน่าค่อนข้างไม่ชื่นชมที่ป้ามาดอนน่าดูเหมือนจะถูกผีทิมบาแลนด์เข้าสิงมากกว่า
ในช่วงนี้ก็มีดาวเด่นที่ถูกเรียกใช้งานกัน
วกวน ซ้ำซากมากมายเช่นมือแรพ
ti
และ
t-pain
lil wayne และ
หรือ akon
กับ
red
one โปรวดิวซ์เซอรที่ปั้นเลดี้กาก้า
มากำเนิดบนวงการ
ที่ทำเพลงฮิพฮอพแดนซ์อัพบีท
ที่มีทั้งเกิดและดับมากมาย
เช่น whine
up ของ
kat
deluna หรือ
down
ของ
jat
Come
to the floor 2008-2010
จากก่อนหน้านั้น
เพลงคนดำ ก็เป็นเพลงยืนพื้นด้วนบีทฮิพฮฮพปกติ
แต่เมื่อเข้าสู่ในช่วงนี้
กำลังก้าวสู่ ฟลอร์เต้นรำอย่างแท้จริง
เริ่มต้นที่สังเกตได้จะเปนการที่
kanye
นำเพลงของ
daft
funk มายำใหม่เป็นเพลง
stronger
ในปลายปี
2007
จนทำไห้หลายคนมองเห็นแล้วว่า
ดนตรี blackmusic
ยังสามารถนำมาเล่นกับอะไรได้อีกมากมาย
เปิดศักราช
2008
เพลงแดนซ์ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิ
พลกับ balck
music อย่างริฮานน่าก็นำเสนอเพลง
distrubia
ที่ว่าจริงๆแล้วก็ดำแค่เสียงและลุคนี่ละ
เพลงก็ป๊อปแดนซ์กันชัดๆย้ำชัดกับ
right
round ของ
flo
rida และ
just
dance ที่หลายๆคนอาจจะมองว่ามันpop
หรือเปล่า
(แต่อย่าลืมนะ
ว่ามันคือผลงานของ akon
และ
red
one)
แต่กลุ่มที่น่าจะเป็นตัวนำกระแสได้อย่างเด่นชัดหนีไม่พ้นกับ
black
eyed peas กับ
boom
boom pow , I gotta felling หรือแม้แต้เพลงล่าสุด
rock
your body ที่แทบจะกลายเป็นแดนซ์เต็มตัว
นี่ยังไม่นับการเข้ามาของดาวดวงใหม่จากเกาะ
uk
นาม
taio
cruz ที่ทำมาในแนวกึ่งแดนซ์กับเพลง
break
your hearth หรือที่กลิ่น
electro
รุนแรงอย่าง
dirty
picture ที่บุกอเมริกาได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ด้านเกาะอังกฤษ
ก็ไม่ได้คิดจะส่ง taio
ไปบุกเพียงแค่คนเดียว
ดาวเด่นจาก x
faxtor ทั้ง
jls
และ
Alexandra
Burke
ก็กำลังเตรียมจะบุกอเมริกาในเร็ววัน
อีกทั้งในย่านยุโรปและเกาะอังกฤษ
dj
david guetta ก็ได้ออกโซโล่อัลบั้มที่แม้ตัวเพลงจะแดนซ์ปกติ
แต่ ก็ได้นำศิลปินผิวดำมาร่วมกันมากหน้าหลบายตา
เช่น one
love ft Estelle หรือ
sexy
bitch ft akon หรืแ
when
the love takes over ft Kelly Rowland (
ที่ดูเหมือนอนจะคิดสะระตะแล้วว่า
ฉันมาบุกตลาดย่านยุโรปกับเพลงแดนซ์น่าจะดีเสียกว่า
เพราะล่าสุดเพลงตัวเอง
commander
ก็ยกให้เป็นการโปรดิวซ์
ของ david
guetta เสียด้วย)
โดยรวม
น่าจะสรุแปได้ว่า balck
music ได้เริ่มเข้าเปฌนกระแสหลักในช่วงปี
2000
โดยมีช่วงหนี่งที่นิยมการใช้การ
นำเอาศิลปินมาทำงานร่วมกันเพ่อเรียกกระแสและความน่าสนใจ
หลังจากนั้น
ก็น่าจะเรียกว่าเข้าสู่ในช่วงความซ้ำซากน่าเบี่อ
ของการทำงานโปรวดิวซ์ที่มีชื่อ
ใ ครมือดีก็มีงานมาก จนซ้ำซาก
และช่วงสุดท้ายก็เข้าสู่การก้าวข้ามสู่วงการคลับแดนซ์
ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้ามองย่อนไปตั้งแต่สมัน
blue
note trip หรือ
Motown
จนมาถึงกระทั่งวันนี้
ข้าพเจ้าก้ยังคิดว่า black
music ได้เดินทางมาไกล
และยังสามารถเดินทางได้อีกไกลมาก
แน่นอน