ไม่ได้คิดว่าจะอยากยุ่งหรอก

ลองกลับไปอ่านที่ท่านเขียนไว้ 

ถ้าจบกันแล้วเอามาพาดพิงเนี่ย 

 แล้วเขียนซะสนุกปาก

 

ก้เข้าใจนะ   ว่า บอลกของท่าน

ไม่ได้กะให้ลบหรอกครับ แค่อยากแสดงตัวว่าไม่พอใจ

 

 ยอมรับว่าตั้งใจตั้ง   status   ด่าๆหน่อย  ยังไม่ทันไรเลย

ส่งเมลืมาบอกว่า 

อย่ามายุ่งกับผม----?????

 

แล้วส่งมาหมดเลย เอ็ม เมล์ blog 

พอจะเข้าตัวนี่สื่อสารถึงกูไวทีเดียวเชียว

ดราม่าไปถึงไหน---คิดหน่อยซิครับ ว่าถ้าไม่มีอะไรมาเกี่ยวผมก็ไม่อยากไปเกี่ยวหรอก

 

 

ผมเคารพคุณมากๆครับ แต่ ลองกลับไปอ่านดู แล้วลองคิดสองด้านว่าถ้าเจ้ามาอ่านจะะรู้สึกอะไร

 

ไม่ต้องผมก็ได้ คนอื่นๆของคุณน่ะ 

 

ถ้าคิดว่าจะไม่แคร์ ก็ set ให้มัน private สักนิด ว่าเป็นการสนทนาภภายใน 

ไม่ได้อยากจะสาธรณะขนาดนั้นครับ

 

 

 

แล้วเคยถามจัง ว่าจิตวิทยาเคยใช้ ไหม

 -----ลองไปถามคนเรียนจิตวิทยามั่งนะ

 

ที่ รามก้มี

ว่าคนเรียนจิตวิทยากันจริงๆ น่ะ เขาคงรุ้ ว่าเขาไม่ค่อยอยากใช้จิตวิทยามองคนใกล้ตัวเท่าไรหรอก

 

 

 

 

สรุปก็คือ ไอ้เอนทรี่นั้นนะ 

 

ถ้ายังอยากเกบไว้ ก็ช่วยเล่าให้ครบ ไม่ใช่จะเล่าแต่ความเหี้ยของคนอื่น

เล่าด้วยสิครับ

 

ของตัวเองเขียนๆซะมั่งนะครับ  ขอบคุณ

 

เลิกยุ่งแล้วแน่นอนครับ 

 

 

ถ้าเลิกเขียน 

 

 

ไม่ต้องเยอะแล้วนะครับ

 

ถ้าไปเจอว่ายังมีแพล่มๆอยู่ ก็ไม่ต้องมาทำตัวน่าสงสารครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 16 May 2010 15:58:45 by ครูย้ง

edit @ 16 May 2010 16:02:41 by ครูย้ง

black music 200-2010

posted on 14 May 2010 16:38 by tommyrnb in other

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งฟังเพลง freak ของ Estelle อย่างเมามัน ข้าพเจ้าก้นั่งสลับเลพงในวินแอมพ์มาเจอเพลงของ destiny’s child สมัยไม่ฟ้องร้องกับเพลง no no no ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เพลง R and B สมัยนั้น จนมาถึงสมัยนี้ได้มีการข้ามสายพันธมาไกลมากแล้วมากอีกอย่างหน้ามือหลังเท้า


แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คงต้องเลิกล้มคำถามว่า hiphop กับ R And Bแยกกันยังไง

มันถูกเขย่ารวมกันก็อีช่วงหลังๆนี่ละพ่อเอ๊ยแม่เอ๊ย ถ้าไม่นับเพลงประเภทแรพโลกแตกแบบ Eminem นี่ ที่เหลือก็เป็นเพลงลูกครึ่งลูกเสี้ยวทั้งนั้น คนแรพเชิญคนมาร้อง คนร้องเชิญคนมาแรพ


แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดนตรีคนดำ (เรียกรวมแล้วกันง่ายดี)กHมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน

โดยข้าพเจ้าแบ่งออกเป็นช่วงๆดังนี้




Ready to change 2000-2002

หลังจากชื่นชมยินดีที่โลกไม่แตกในปี 2000 โลกดนตรีก็เตรียมไปสู่สหัสวรรษใหม่ แต่ตัวดนตรีคนดำนั้นเอาเข้าจริง ยังไม่ได้ไปไกลมากเลยกระแสหลักๆที่วนเวียนอยุ่บนชารต์ยังเป็นนักร้องที่เรียกได้ว่ามีภาพความเป็นอาร์แอ่นบี หรืออาร์แอนด์บีป๊อปชัดเจน เช่น destiny’s child กับเพลงที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ทำให้โลกหันมาสนใจวงนี้เป็นจริงเป็นจังกับเพลง say my name และมีกระแสต่อไปกับ jumpin jumpin หรือindependent woman


Janet Jackson ที่มากับ กับ all for you ที่เป็นอะไรที่เดิมๆมากๆ แต่ก็เป็นอะไรที่เจเน็ทททททททเจเน็ทและไม่มีใครทำได้

Toni กับเพลง he wans’ man enough ที่ได้ ที่ 2 ชารต์หลักไปอย่างน่าเสียดาย ( คือแอบุล้นอยู่ จำได้ )

Usher กับ u remind me หรือการเกิดของดาวดวงใหม่ Alicia keys กับ fallen

ป้า mary j bilge ที่ล้างสภาพสาวร้องเพลงช้ำรัก มาร้องเลพงกะฉึ่กกะฉึก ยังกะออ้ยใจแดนอีสาน กับ family affair


ทางด้านฝั่งอังกฤษต้องยอมรับว่าเพลงคนดำนี่แทบจะนับหัวกันได้เลยในช่วง 2000-2002 ไล่มา

ที่ยังพอเอาเป็นที่ตั้งได้ก็คือป้า Gabriel กับเพลง rise ในปี 2001 และ craig david กับเพลง 7 days ในช่วงท้ายปี( แต่เลิกจดจำชื่อ ตานี่ไปได้เลย หลัง ๆ ทำเลพงได้อเมริเกินมาก โหลลากมาก )

ในช่วงปี 2001-2002 ชาวยูเคก็ได้มีวงบอยแบนด์กลิ่นดำลูกผสมในนาม blue ที่ทำให้วงการ ดนตรีอังกฤษมีอะไรที่เป็นเกียรติเป็นศรีบ้างกับเพลง all rise แต่ที่แตะที่ 1 คือเพลง too close ที่เขาของnext มาทำใหม่ ในปี 2001 และ if you come back และกับงานคัฟเวอร์ sorry seem ปลายปี 2002 ก็เรียกได้ว่าตัวรูปแบบดนตรีทั้งสองฝั่งยังไม่มีอะไรที่พลิกและพิศดารมากเท่าไรในช่วงนี้

รวมกันเราเกิด 2002-2006

ถ้าสังเกตให้ดี หลังจากเกิดปรากฎการณ์เพลง smooth ที่ลุง Santana จับพ่อ นักร้องนำวง matchbox มาร้องนั้น

ก็เริ่มเห็นกระแสการรวมดาว (เรียกได้เก่ามาก ) มาเรื่อยๆ ในช่วงต้อน 2001-2003เช่น It Wasn't Me ของ แชกกี้

หรือ lady marmalade ดนตรีในช่วงราว 2003-2006 เรียกได้ว่าจงใจใช้การ เฟธ หรือ รวมดาว เยอะมากๆ จนเริ่มกลายเข้าสู่ความซ้ำซากในระยะหลัง ไม่ว่าจะเพื่อการค้า ความหลากหลาย แปลกใหม่ หรือยังไงก็แล้วแต่


เช่น พลง always on time ของ jarule ที่ ทำไห้กลายเป็นช่วงขาขึ้นของ jarule และ murder inc และแจ้งเกิดสาว ashantiแบบแบ็ดเสร็จ ซึ่ง murdur inc ช่วงนี้ก้ได้หน้าที่ทำเพลง remix version ให้กับเจโล อัลบั้มสอง จนขึ้นชารจแล้วชารตอีก ทั้ง ain’t it funny และ I’m real

 

หรือแม้กระทั่งเพลงเดียวของ Kelly จาก destiny’s child ที่ไม่ใช่ของตัวเองเต็ม แต่ไปช่วยชาวบ้านร้องกับ Dilemma

กระแสการทำเพลงร่วมแรงไม่แรง คิดเอาว่า

ขนาด beyonce กับการโซโล่อัลบั้มครั้งแรก บียอนเซ่ที่ว่าแน่ๆ ยังต้องพ่วงคู่มือมาด้วยสองเพลงติด เพื่อความทันสมัย ( crazy in lovce +jay z และ babyboy + sean paul)


ต้องเรียกได้ว่าช่วงนี้ถึงปี 2006 ต้องเรียกได้ว่ามีน้อยถึงน้อยมากที่จะเป็นศิลปินเดี่ยวๆขึ้นมาบนทอปชารตจิรงๆ

ด้านฝั่ง uk ถ้าไม่นับ eanmon and frakie ( กับเพลง fuck u และ fuck u right back ที่ร้องโต้กันไปมา ) ในปลายปี 2004 ก็ไม่มีโอทอปของชาว uk อย่างแท้จริงสักเท่าไร


แต่ช่วงนี้ก็มีศิลปินที่ยังทำอารแอนด์บีไนรูปแบบอารแอนด์บีแท้ๆ ที่ยังคงยืนหยัดและมีผลงานโดดเด่นบ้าง เช่น usher outkast หรือ big comeback ของ Mariah carey กับ we belong together ที่แช่เพลงไว้ในชารต์ได้ยาวนาน










2006-2008 ดาวค้างฟ้าและความซ้ำซาก


จากการวิ่งวนบนชารต์ ที่ต้องยอมรับว่า ในช่วงนี้ดนตรีผิวดำคือกระแสหลักของอเมริกา (ที่นอกเหนือไปจากคันทรี่ รอค และ ป๊อปแบบดิสนีย์)

ในช่วงนี้ต้องเรียนว่าเป็นช่วงที่เรียกว่า ใครมือยาวสาวได้สาวเอามาก กล่าวคือโปรดิวซ์ หรือมือแรพ นักร้องคนไหนกำลังมีกระแสก็ถูกใช้งานจนหน้าช้ำหรือคนที่ตามชารต์ต้องเบื่ออ้วกกันไปข้างหนึ่ง คนที่ต้องเรียกได้ว่า หน้าช้ำที่สุดในช่วงนี้ก็คือ timbaland โปรดิวซ์เซอร์ฮิพฮฮพ อาร์แอ่นบี ที่เติบโตมาเคียงข้างกับมิซซี่เอลเลียต ที่อยู่ดีๆ ก็ดังขึ้นกระแสบน ด้วยการทำเพลงให้กับ Justin timberlake ทั้ง sexy back และ my love รวมไปถึงวีรกรรมการจับลงตะกร้าล้างน้ำ nelly furtado จากสาวดนตรี world music สู่วงการน้ำเปียกร่องอก และขายความเซ็กซี่ รวมไปจนถึงอัลบั้มเดี่ยวของทิมบาที่พาพี่น้องมาร่วมลงมือก็กินกระแสมาจนถึงขนาดป้ามาดอนน่ายังชวนมาลงมือยำป้ามาดอนน่าเองกับอัลบั้มล่าสุด แต่โชคร้ายที่กว่าป้าจะเอามาลงขันทำงาน กระแสและความซ้ำซากของทิมบาแลนด์ทำให้แฟนประจำป้ามาดอนน่าค่อนข้างไม่ชื่นชมที่ป้ามาดอนน่าดูเหมือนจะถูกผีทิมบาแลนด์เข้าสิงมากกว่า

ในช่วงนี้ก็มีดาวเด่นที่ถูกเรียกใช้งานกัน วกวน ซ้ำซากมากมายเช่นมือแรพ ti และ t-pain lil wayne และ หรือ akon กับ red one โปรวดิวซ์เซอรที่ปั้นเลดี้กาก้า มากำเนิดบนวงการ ที่ทำเพลงฮิพฮอพแดนซ์อัพบีท ที่มีทั้งเกิดและดับมากมาย เช่น whine up ของ kat deluna หรือ down ของ jat


Come to the floor 2008-2010

จากก่อนหน้านั้น เพลงคนดำ ก็เป็นเพลงยืนพื้นด้วนบีทฮิพฮฮพปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ในช่วงนี้ กำลังก้าวสู่ ฟลอร์เต้นรำอย่างแท้จริง

เริ่มต้นที่สังเกตได้จะเปนการที่ kanye นำเพลงของ daft funk มายำใหม่เป็นเพลง stronger ในปลายปี 2007 จนทำไห้หลายคนมองเห็นแล้วว่า ดนตรี blackmusic ยังสามารถนำมาเล่นกับอะไรได้อีกมากมาย


เปิดศักราช 2008 เพลงแดนซ์ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิ พลกับ balck music อย่างริฮานน่าก็นำเสนอเพลง distrubia ที่ว่าจริงๆแล้วก็ดำแค่เสียงและลุคนี่ละ เพลงก็ป๊อปแดนซ์กันชัดๆย้ำชัดกับ right round ของ flo rida และ just dance ที่หลายๆคนอาจจะมองว่ามันpop หรือเปล่า (แต่อย่าลืมนะ ว่ามันคือผลงานของ akon และ red one)


แต่กลุ่มที่น่าจะเป็นตัวนำกระแสได้อย่างเด่นชัดหนีไม่พ้นกับ black eyed peas กับ boom boom pow , I gotta felling หรือแม้แต้เพลงล่าสุด rock your body ที่แทบจะกลายเป็นแดนซ์เต็มตัว


นี่ยังไม่นับการเข้ามาของดาวดวงใหม่จากเกาะ uk นาม taio cruz ที่ทำมาในแนวกึ่งแดนซ์กับเพลง break your hearth หรือที่กลิ่น electro รุนแรงอย่าง dirty picture ที่บุกอเมริกาได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ด้านเกาะอังกฤษ ก็ไม่ได้คิดจะส่ง taio ไปบุกเพียงแค่คนเดียว ดาวเด่นจาก x faxtor ทั้ง jls และ Alexandra Burke ก็กำลังเตรียมจะบุกอเมริกาในเร็ววัน



อีกทั้งในย่านยุโรปและเกาะอังกฤษ dj david guetta ก็ได้ออกโซโล่อัลบั้มที่แม้ตัวเพลงจะแดนซ์ปกติ แต่ ก็ได้นำศิลปินผิวดำมาร่วมกันมากหน้าหลบายตา เช่น one love ft Estelle หรือ sexy bitch ft akon หรืแ when the love takes over ft Kelly Rowland ( ที่ดูเหมือนอนจะคิดสะระตะแล้วว่า ฉันมาบุกตลาดย่านยุโรปกับเพลงแดนซ์น่าจะดีเสียกว่า เพราะล่าสุดเพลงตัวเอง commander ก็ยกให้เป็นการโปรดิวซ์ ของ david guetta เสียด้วย)



โดยรวม น่าจะสรุแปได้ว่า balck music ได้เริ่มเข้าเปฌนกระแสหลักในช่วงปี 2000 โดยมีช่วงหนี่งที่นิยมการใช้การ นำเอาศิลปินมาทำงานร่วมกันเพ่อเรียกกระแสและความน่าสนใจ

หลังจากนั้น ก็น่าจะเรียกว่าเข้าสู่ในช่วงความซ้ำซากน่าเบี่อ ของการทำงานโปรวดิวซ์ที่มีชื่อ ใ ครมือดีก็มีงานมาก จนซ้ำซาก

และช่วงสุดท้ายก็เข้าสู่การก้าวข้ามสู่วงการคลับแดนซ์


ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้ามองย่อนไปตั้งแต่สมัน blue note trip หรือ Motown จนมาถึงกระทั่งวันนี้ ข้าพเจ้าก้ยังคิดว่า black music ได้เดินทางมาไกล และยังสามารถเดินทางได้อีกไกลมาก แน่นอน

 

 

ความจริงเขียนไว้นานแล้ว 

เป็นงานนอกครับ

รอหนังสือพิมพ์เลยค่อยเอามาลง

 

อีกอย่างอกหัก 555+

เลยดูไม่ค่อยขยันเท่าไร

 

เป้นการ์ตุนที่อยู่ในแมกกาซีนที่ออกไปแล้ว ต้นเดือนครับ 

 

ถ้าทางเว็บเห้นว่าไม่ควรลงแบบนี้ ตัักเตือนได้นะครับท่าน ขอบคุณๆๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

  (ใครอ่านไม่เห็น คลิกที่รูป แล้ว view image เลยครับ) เพราะว่าวานจิงไซส์ เอ3 ครับ

 

 

 

ช่อง End นี่ขอบังชื่อแมกกาซีนเลยแล้วกัน  เดี่ยวหาว่าขายของ  

 

ผมผ่านจุดนั้นมานานแล้วครับ

 

ผมเข้าใจทุกท่านครับว่ากดดัน

 

ท่องกับตัวเองไว้นะครับว่า

 

ถ้าทำดีแล้ว ผลจะเป็นอย่าไร จงยินดีกัยความพยายามของเราครับ

 

 

โชคดี

edit @ 7 May 2010 14:37:12 by ครูย้ง

edit @ 7 May 2010 14:38:53 by ครูย้ง

edit @ 7 May 2010 14:39:25 by ครูย้ง

edit @ 7 May 2010 14:47:35 by ครูย้ง